เดี๋ยวนี้การติดต่องาน สร้างธุรกิจ และอีคอมเมิร์ช ทำได้ง่ายและเร็ว เพราะธุรกิจสร้างได้ทั่วโลกนี่แหละ ความรู้ภาษาอังกฤษอย่างเดียวเลยเริ่มจะไม่พอ ความเข้าใจเรื่องภูมิศาสตร์ก็ต้องมาด้วยนะคะ


สมัยเด็กๆ ตอนที่ อ. ผึ้ง เรียนวิชาภาษาอังกฤษ จำได้ว่ามีสองคำที่แปลว่า “เมือง” เหมือนกัน คือ “Town” กับ “City” ในยุคที่ยังไม่มีกูเกิลให้ถาม (เฟสบุ๊คและยูทูป ยิ่งไม่ต้องพูดถึง) อ. ผึ้ง ต้องใช้เวลาอีกหลายปีทีเดียวค่ะ กว่าจะเข้าใจว่า สองคำนี้เหมือนกันก็จริง

แต่เป็นความเหมือนที่แตกต่าง

ไม่ใช่แค่คนไทยนะคะที่งง ฝรั่งหลายคนก็งงเหมือนกันว่าคำจัดกัดความของ “เมือง” มีขอบเขตกว้างแค่ไหน เพราะเมืองก็คือสถานที่ ที่มีชุมชน มีคนอาศัยอยู่เหมือนๆ กันไม่ใช่เหรอ? แต่ว่า ถ้าเรามาดูองค์ประกอบแบบลึกๆ แล้ว มันไม่เหมือนกันแน่นอน

จริงๆ แล้วแต่ละประเทศยังมีการใช้คำศัพท์อีกหลายตัว เพื่อแบ่งระดับชุมชนลักษณะต่างๆ ออกไปอีก เช่น

  • Borough
  • County
  • District
  • Province
  • State

แล้วก็อีกหลายๆ คำเลย แต่เราจะไม่คุยเรื่องนี้กันนะคะ เดี๋ยวจะงงไปใหญ่ วันนี้เราจะคุยเฉพาะคำที่คนไทยต้องใช้บ่อยในการเรียก “เมือง” เท่านั้น

  • Town
    • หมายถึง เมืองขนาดเล็ก มีประชากรไม่มาก
  • City
    • หมายถึง เมืองขนาดใหญ่ มีประชาการหนาแน่น

“ถ้าพูดแบบกว้างๆ “city” คือเมือง ที่มีขนาดใหญ่กว่า “town” ค่ะ”

อ. ผึ้ง อารดา

และถ้าเป็นชุมชนที่มีขนาดเล็กกว่า “Town” อีก ก็คือ “หมู่บ้าน” หรือว่า “Village” เพราะฉะนั้นถ้าไล่จากเล็กไปหาใหญ่ ก็คือ

  • Village – หมู่บ้าน
  • Town – เมืองเล็ก
  • City – เมืองใหญ่

ถ้าสองคำนี้ต่างกันแค่ “เมืองเล็ก” กับ “เมืองใหญ่” หลายคนอาจจะใช้ความรู้สึกเองว่า ถ้ามีชุมชน มีตลาด มีวัด มีโรงพยาบาล ก็น่าจะเป็น “Town” แต่ถ้าเริ่มอัพเกรด มีระบบขนส่งเชื่อมต่อหลายสถานี เริ่มมีบริษัทใหญ่ๆ เข้ามาลงทุน เริ่มมีห้างสรรพสินค้า อันนี้น่าจะเป็น “City” ใช่ไหมคะ

เอ…แล้วถ้ามีเซเว่น แต่ไม่มีห้างล่ะ จะเรียกอะไร?

เอาเป็นว่า มันไม่ได้อยู่ที่มีเซเว่นรึเปล่า? ความต่างของ “Town” กับ “City” ไม่มีมาตรฐานตายตัวค่ะ อย่างประเทศสวีเดนกับเดนมาร์ก ถ้ามีคนอาศัยอยู่ในพื้นที่เกิน 200 คน ก็เป็น “Town” แต่ถ้าเป็นที่ออสเตรเลียกับแคนาดา ต้องมีคนมากกว่า 1,000 คนขึ้นไป

หรืออย่างในประเทศฝรั่งเศสกับอิสราเอล ถ้ามีคนมากกว่า 2,000 คนก็ถูกอัพเกรดขึ้นมาเป็น “City” แต่ถ้าในประเทศอเมริกา หรือว่าเม็กซิโก ต้องมี 2,500 คนขึ้นไป แต่ถ้าเป็นประเทศญี่ปุ่นล่ะ? ต้องเกิน 30,000 คนเลยค่ะ

นอกจากเรื่องจำนวนประชากร ความแตกต่างอีกอย่างคือขนาดพื้นที่ค่ะ เมืองในระดับ “Town” มักจะมีขนาดพื้นที่เล็กกว่า เพราะคนน้อยกว่า

แต่ก็ไม่แน่เสมอไปอีกนะคะ เพราะเราอาจจะเคยเห็นบางที่มีพื้นที่กว้างมาก แล้วทำไมยังถูกเรียกว่า “Town” อยู่อีก? นั่นเพราะพื้นที่ส่วนใหญ่อาจจะเป็นป่า เป็นภูเขา แต่ก็ยังมีประชากรนิดเดียวอยู่ดี เขาก็เลยยังขยับขึ้นมาเป็น “City” ไม่ได้น่ะสิ

อีกอย่างคือ “City” ไม่ได้มีแค่พื้นที่ใหญ่ มีคนเยอะนะคะ แต่ต้องมีระบบการปกครองท้องถิ่น แล้วก็อาจจะมีบริษัทหรือองค์กรใหญ่ๆ เข้ามาช่วยสร้างเศรษฐกิจในเมืองด้วย

Town – City

ความแตกต่างของ “เมือง” ในภาษาอังกฤษ

ยกตัวอย่างในประเทศอังกฤษ เขาจะใช้คำว่า “Town” กับ “City” แยกประเภทเมืองชัดเจนเลยค่ะ อย่างเช่น

  • London
  • Liverpool
  • Manchester
  • Oxford

ด้านบนนี้ถือเป็น city หรือเป็นเมืองใหญ่ แต่ถ้าเป็น

  • Wimbledon
  • Dover
  • East Ham
  • Guildford

แบบนี้ถือเป็น town หรือเมืองขนาดเล็กค่ะ

สรุปว่าถึงแต่ละประเทศจะให้คำนิยามของ “Town” กับ “City” ต่างกัน แต่ภาพรวมคือ “Town” เป็นเมืองเล็ก มีประชากรน้อยกว่า มีความเจริญระดับหนึ่ง ส่วน “City” เป็นเมืองใหญ่ มีประชากรมาก แล้วก็มีความเจริญพร้อมกว่าเยอะค่ะ

เพราะประเทศไทยไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ สำหรับคำว่า “เมือง” ในประเทศไทย ก็เลยยังไม่มีการบัญญัติชัดๆ ว่าตรงไหนจะแปลกลับเป็นภาษาอังกฤษว่า “Town” ตรงไหนจะ “City”

ประเทศไทยใช้คำว่า “Province” แทนคำว่า “จังหวัด” ก็จริง แต่นั่นก็เป็นความเข้าใจกันเองในบริบทคนไทยนะคะ อ. ผึ้ง บอกก่อนว่าถ้าไปใช้คำนี้กับฝรั่ง อาจไม่เวิร์ค

ในประเทศที่พื้นที่ใหญ่มากๆ คำว่า “Province” จะกินบริเวณกว้างมากระดับ “ภูมิภาค” หรือ “มณฑล” ไปเลย แต่เราจะไม่ลงลึกในบทความนี้ค่ะ เดี๋ยวจะเถียงกันไม่จบ

“Province – จังหวัด” ใช้ได้ในประเทศไทย แต่ถ้าใช้ในประเทศอื่น ความหมายอาจแตกต่างกันไป

อ. ผึ้ง อารดา

เอาเป็นว่า ถ้าใครต้องอธิบายที่ตั้งบริษัท บอกโลเคชั่นร้านค้า แจ้งพิกัดตัวเอง หรือแค่คุยสบายๆ กับชาวต่างประเทศ

แบบไม่ทางการ

ถ้าระดับจังหวัดในประเทศไทย จะใช้คำว่า “City” ก็โอเคอยู่นะ

แต่ถ้าระดับอำเภอ ตำบล หรือเล็กกว่านั้นลงมา อ. ผึ้ง แนะนำว่าใช้ “Town” เพื่อให้ฟังเข้าใจง่ายๆ ก็ได้ค่ะ หรือถ้าใครอยากจะใช้แบบทางการ ให้ตรงตามที่รัฐกำหนดคำแปลไว้ จะใช้แบบด้านล่างก็ได้ค่ะ

แบบทางการ

  • Region – ภูมิภาค
  • Province – จังหวัด
  • District – อำเภอ
  • Subdistrict – ตำบล

คำศัพท์เหล่านี้นิยมใช้ในเอกสารราชการและเอกสารทางเป็นทางการ แต่ท้ายสุดแล้ว คำไหนเหมาะสมที่สุดก็ต้องดูสถาณการณ์ บวกการใช้วิจารณญาณส่วนตัวของเราเอง

คำศัพท์ที่แปลเป็นไทยคล้ายๆ กัน แต่จริงๆ แล้วความหมายต่างกัน การใช้งานก็ต่างกัน ยังมีอีกเยอะเลยค่ะ อย่างเช่น want กับ need ถ้าสนใจสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่


สำหรับผู้สนใจพัฒนาทักษะการเรียนรู้และการทำงาน ติดตามความรู้และเคล็ดลับดีๆ เกี่ยวกับภาษาอังกฤษสำหรับธุรกิจ เทคนิคคำศัพท์ เทคนิคการเรียน การพัฒนาสมอง และความจำ ได้ที่ Website: alphamaxlearning.com และ Facebook: Arada – Alphamax Learning