คำถามหนึ่งที่อาจารย์ภาษาอังกฤษมักเจอบ่อยๆ จากนักเรียน นักศึกษา หรือแม้แต่คนวัยทำงานแล้วคือ มีเทคนิคยังไง ช่วยให้ฟังภาษาอังกฤษเก่ง ฟังแล้วรู้เรื่อง?
คำตอบหนึ่งที่ อ. ผึ้ง ได้ยินบ่อยมากจากหลายๆ แหล่งข้อมูล จากยูทูบเบอร์บ้าง จากคนไทยที่ไปอยู่ต่างประเทศแล้วอยากแชร์ประสบการณ์ส่วนตัวบ้าง ก็พอสรุปได้แนวเดียวกันว่า “ควรฟังเยอะๆ ฟังทั้งวัน ยังไม่รู้เรื่องก็ฟังไปเถอะ เดี๋ยววันนึงก็รู้เองแหละ”
วันนี้ อ. ผึ้ง จึงอยากมาขยายความเรื่องนี้ในฐานะนักภาษาศาสตร์และอาจารย์สอนภาษา ว่าเรื่อง “ฟังไปเถอะ” มันได้ผลจริงหรือเปล่า?
ตามหลักทฤษฎีและด้วยประสบการณ์ของ อ. ผึ้ง เอง เห็นด้วยล้านเปอร์เซ็นต์ค่ะว่า การจะหัดเรียนทักษะอะไรสักอย่าง ให้ถึงระดับที่พอใช้งานได้ ไปจนถึงระดับใช้คล่อง และใช้ได้ถูกต้อง มันต้องใช้ “การฝึกฝน” คือทำบ่อยๆ ซ้ำๆ เพราะ “ภาษา” คือ “ทักษะ” เช่นเดียวกับที่การขี่จักรยาน การขับรถ การว่ายน้ำ ก็เป็นทักษะ เพราะฉะนั้น ยิ่งฝึกฝน ยิ่งชำนาญ
แต่สิ่งสำคัญก่อนจะเริ่มฝึก คือเราต้อง “ใช้วิธีที่ถูกต้อง” ด้วย
ฟังให้ “เก่ง” หรือฟังให้ “รู้เรื่อง”
นอกจากคำแนะนำบนอินเตอร์เน็ตที่มักบอกว่า “ฟังไปเถอะ” ยังมีอีกคำแนะนำคือ การเปิดทีวี ทิ้งไว้ทั้งวันทั้งคืน เปิดเป็น background แล้วสักวันเราจะเก่งและเข้าใจรู้แจ้งได้เอง (อย่างกับว่าภาษาอังกฤษเป็นหลักธรรมะ) ซึ่งนำไปสู่ประเด็นต่อไปของเราคือ “การฟังให้รู้เรื่อง” กับ “การฟังเก่ง”
คนฟังเก่ง อาจจะเป็นผู้ฟังที่ดี ฟังคนพูดได้นานๆ ไม่ขัดจังหวะ ฟังแล้วไม่เบื่อ แต่ฟังแล้วเข้าใจเขาหรือเปล่า? อันนี้ก็ไม่แน่เหมือนกัน
ลองย้อนไปที่ภาษาไทย บางทีเราคุยกับคนไทยด้วยกันเอง เรายังไม่รู้เรื่องเลย เพราะเรามีพื้นฐานความรู้ที่ไม่เหมือนกัน ถ้าเราไม่รู้ภาษาท้องถิ่น เราก็อาจฟังเขาคุยกันไม่รู้เรื่อง ถ้าเราไม่ใช่สายเศรษฐศาสตร์ ไปฟังนักลงทุนคุยกันก็ไม่รู้เรื่อง นั่นเพราะอาจมีบาง “คำศัพท์” หรือบาง “คอนเซ็ปต์” ที่ใช้กันเฉพาะสายงาน ทำให้คนทั่วไปฟังไม่เข้าใจ
หรือบางคนชอบคุยด้วยภาษาง่ายๆ ก็จริง แต่ใช้คำสแลงเยอะ ศัพท์วัยรุ่นแยะ ถ้าอีกฝ่ายตามเทรนด์ไม่ทัน ก็อาจฟังไม่รู้เรื่องได้ หรือต่อให้คนที่มีพื้นฐานทุกอย่างใกล้เคียงกัน ใช้ภาษาเดียวกัน แต่คนหนึ่งพูดจากวกวนไปมา จัดระเบียบความคิดไม่ดี คนที่ฟังอยู่ก็มีสิทธิ์ปวดหัวได้
เหล่านี้คือตัวอย่างที่คงพอทำให้เห็นภาพว่า การจะฟังให้รู้เรื่องมีปัจจัยแทรกระหว่างผู้พูดกับผู้ฟังเยอะไปหมด
ถ้ามาฟังภาษาที่เราไม่ถนัด หรือภาษาที่เรากำลังเริ่มเรียน (หรือเริ่มรื้อฟื้นใหม่) ไม่ว่าจะภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น หรือภาษาต่างประเทศอื่นๆ “ความไม่คุ้น” ต้องมีมากกว่าภาษาไทยแน่นอน ทั้งคำศัพท์ ทั้งการเรียงประโยค ทั้งการเปลี่ยน tense การเปลี่ยนรูปประธานให้สอดคล้องกับกริยา แล้วก็อะไรอีกเยอะแยะ
เพราะฉะนั้น การสักแต่ “ฟังบ่อยๆ” ฟังซ้ำๆ เพื่อให้ซึมซับเข้าไปในหัว ก็เลยอาจจะเป็นเทคนิคที่ไม่ตอบโจทย์สำหรับทุกคนค่ะ

“ฟังบ่อย” ต่างกับ “ฟังรู้เรื่อง”
ฟังบ่อยแต่ไม่รู้เรื่อง
สมมุติมีใครสักคนอยากเรียนภาษาญี่ปุ่น พอตัดสินใจแล้ว เขาก็เดินไปเปิดซีรี่ส์ญี่ปุ่น เปิดข่าวภาษาญี่ปุ่น เปิดทิ้งไว้ทั้งวันทั้งคืน โดยไม่นั่งดูซับไตเติล ไม่ดูภาพในจอด้วย แค่หวังว่าเปิดเป็น “background” เปิดให้เข้าหู แล้วซึมซับเข้าสมอง
แบบนี้ถือว่ามีประโยชน์ไหม? คำตอบคือ “มีค่ะ” เช่น ถ้าเดินไปไหน แล้วบังเอิญเจอนั่งท่องเที่ยวยืนคุยกันข้างๆ เขาอาจจับเสียงได้ทันทีว่า นี่คือภาษาญี่ปุ่น จากการแยกลักษณะท่วงทำนอง การออกเสียง รวมทั้งอาจมีบางคำศัพท์ที่ได้ยินบ่อยๆ ด้วย
แต่ถ้าถามว่าพวกเขาพูดเรื่องอะไรกัน มีโอกาสสูงมากที่คนฟังจะ “ไม่รู้”
และถ้าฟังแบบนี้ไปเรื่อยๆ รับรองอีกกี่ปี ทักษะของเขาก็คงอยู่ที่เดิม ก็คือ “ฟังได้” แต่ “ฟังไม่รู้เรื่อง” หรือพูดอีกอย่างคือ “ได้แต่สำเนียง” แต่ยัง “ไม่ได้ความหมาย”
ฟังแล้วถอดรหัส
หลักสำคัญของการสื่อสารให้สัมฤทธิ์ผลคือการเข้ารหัส และการถอดรหัส หรือตีความหมาย ถ้าฟังแล้ว “ถอดรหัส” ไม่ได้ เท่ากับว่าเรายังฟังไม่รู้เรื่อง
และการถอดรหัสจำเป็นต้องใช้ความรู้พื้นฐาน หากไม่มีชุดความรู้ ก็คล้ายกับการไม่มีอะไรเป็นจุดร่วมหรือจุดเชื่อมการสื่อสาร เปรียบเหมือนวิทยุที่เปิดกันคนละคลื่น ที่ต่อให้เปิดทั้งวันก็ยังจูนหากันไม่ได้อยู่ดี
และที่สำคัญคือ ถ้าคุณไม่ได้มีสมาธิจดจ่อและ “ตั้งใจฟัง” หรือคิดเพียง “ฟังพอเป็นเสียง background” การสื่อสาร (ไม่ว่าภาษาไหน) ก็ยากที่จะสัมฤทธิ์ผล
การฟังให้รู้เรื่องคือการถอดรหัสได้ นั่นคือต้องรู้การเชื่อมโยง “เสียง” หรือ “คำศัพท์” ที่ได้ยินไปสู่ “ความหมาย” ที่ถูกต้องได้ ไม่ใช่แค่ฟังเสียงจนชินหู
อ. ผึ้ง อารดา
สรุปก็คือ
สรุปคือ การฟังบ่อยๆ ซ้ำๆ เพื่อฝึกทักษะการฟัง เป็นเทคนิคที่ดีค่ะ แต่ อ. ผึ้ง มองว่ามัน “ยังไม่จบกระบวนการ” อย่าเพิ่งรีบกระโดดลงไปทำเพราะเห็นว่าง่ายดี แล้วตัดวิธีฝึกแบบอื่นๆ ออกหมด การเปิดทีวีทิ้งไว้โดยไม่ยอมเรียนรู้ความหมายของคำศัพท์ หรือโครงสร้างประโยค เราก็ได้ประโยชน์ครึ่งเดียว แถมเปลืองค่าไฟด้วย
การเรียนรู้ทักษะใดให้เก่ง มีเทคนิคช่วยได้ แต่ไม่มีทางลัดค่ะ ต้องอาศัยการฝึกฝนอย่างถูกต้อง อยากจะฝึกฟังให้เข้าใจ ก็ต้องฟังอย่างฉลาด และมีเป้าหมายการฝึกที่ชัดเจน ถ้าอยากรู้เทคนิคฟังบ่อยๆ ยังไงให้เข้าใจจริงๆ อ่านต่อได้ ที่บทความนี้
บทความมีลิขสิทธิ์ : ขอบคุณที่ไม่คัดลอก หรือดัดแปลงเพื่อนำไปเผยแพร่ก่อนได้รับอนุญาต
สำหรับผู้สนใจพัฒนาทักษะการเรียนรู้และการทำงานอย่างมือโปร ติดตามความรู้และเคล็ดลับดีๆ เกี่ยวกับภาษาอังกฤษสำหรับธุรกิจ เทคนิคคำศัพท์ เทคนิคการเรียน การพัฒนาสมอง และความจำ ได้ที่ Website: alphamaxlearning.com และ Facebook: Arada – Alphamax Learning

2 ความเห็น