คราวที่แล้ว เราคุยเรื่องความแตกต่างของ “ฟังบ่อย” กับ “ฟังรู้เรื่อง” ที่แม้แต่การ “เปิดทีวีทิ้งไว้” สักสิบหรือยี่สิบปี ก็อาจช่วยอะไรไม่ได้เลย ถ้าเราไม่รู้จัก “ฟังให้เป็น” (อ่านย้อนหลังที่นี่)

วันนี้ อ. ผึ้ง จะมาบอก 3 เทคนิคหลักๆ ของการฝึกฟังภาษาอังกฤษ ที่ใช้ได้ตั้งแต่ระดับเริ่มต้น คนไม่มีพื้นฐาน จนถึงคนที่เริ่มคล่องแล้ว


อ. ผึ้ง ได้อธิบายไปแล้วว่า การเปิดทีวีทิ้งไว้ทั้งวันทั้งคืน แบบที่กูรูด้านภาษาหลายคนมักหยิบมาสอน อาจใช้ไม่ได้ผลกับทุกคนเสมอไป ก่อนจะกระโดดลงไปทดลอง (ซึ่งอาจเสียทั้งเวลา ทั้งค่าไฟด้วย) เราควรกลับมาเช็ค 2 สิ่งสำคัญนี้ก่อน นั่นคือ

  • กำหนดเป้าหมายของการฝึกฟัง
  • ประเมินระดับภาษาของเราเอง

ตั้งคำถามกับตัวเองเพื่อเป้าหมายที่ชัดเจน เราอยากฟังแค่ “เอาสำเนียง” หรือ “อยากฟังให้รู้เรื่อง”?

อ. ผึ้งอารดา

การ “ฟังให้รู้เรื่อง” จะเกิดขึ้นเองไม่ได้เพียงเพราะได้ฟังอะไรซ้ำๆ แบบไร้จุดหมาย การฟังให้รู้เรื่อง ต้องฟังอย่างถูกต้อง นั่นแปลว่าเราต้องมีการ “วางแผนฝึก” อย่างถูกต้องด้วยค่ะ

เทคนิคการฟังให้เข้าใจที่ดีกว่าแค่ “เปิดทีวีทิ้งไว้” คือ

แต่ละภาษามีลักษณะเฉพาะของตัวเอง  อ. ผึ้ง ขอสมมุติเรื่องเรียนภาษาญี่ปุ่นอีกรอบนะคะ ถ้าใครสักคนกำลังเป็นนักเรียนมือใหม่ป้ายแดง ชนิดที่ว่า นอกจาก ฮอนด้า โตโยต้า และโดราเอมอน ก็ไม่รู้จักคำศัพท์ญี่ปุ่นใดๆ อีกเลย แน่นอนว่าเรื่องแกรมม่าไม่ต้องพูดถึง (ใบ้ให้นิดนึงค่ะว่า ภาษาญี่ปุ่นมีการเรียงประโยคต่างจากภาษาไทย)

หากเขาไม่รู้ว่าประธานอยู่ตรงไหน? กริยาอยู่ตรงไหน? เมื่อฟังแล้วอาจเลียนเสียงตามได้บางประโยคก็จริง แต่ก็คงเป็นได้แค่นกแก้ว นกขุนทอง

การเรียนภาษาจึงควรเริ่มจากเข้าใจพื้นฐานของภาษานั้นๆ และพื้นฐานทักษะของตัวเราก่อน ในกรณีของภาษาอังกฤษ พื้นฐานสำคัญที่ควรรู้ก่อนคือ คำศัพท์ และรูปประโยค 

  • วางแผนล่วงหน้า

การที่เด็กเล็กเริ่มเรียนภาษาและฟังผู้ใหญ่ได้เข้าใจ เพราะเขาคาดเดาได้จากบริบทแวดล้อม เช่น ช่วงก่อนหรือระหว่างทานอาหาร เด็กได้ยินคำศัพท์เกี่ยวกับ การกิน การปรุง อาหาร เครื่องดื่ม จากพ่อแม่ผู้ปกครอง เมื่อเจอซ้ำๆ บ่อยเข้าก็จำได้

ในการเรียนภาษา การคาดการณ์และวางแผนล่วงหน้า ทั้งคำศัพท์ที่คาดว่าน่าจะเจอ และคำศัพท์ที่เราควรรู้ ในบทเรียนนั้น ช่วยให้เราฟังอย่างมีเป้าหมาย และสามารถจับใจความได้ถูก

  • เลือกให้สอดคล้องกับระดับของเรา

หากเป็นผู้เรียนระดับเบื้องต้น ช่วงแรกควรเน้นที่หัวข้อง่ายๆ หัวข้อใกล้ตัว หรือหัวข้อที่เราสนใจก่อน จะทำให้เราคาดเดาคำศัพท์และสำนวนต่างๆ ได้ง่ายกว่า เมื่อฟังแล้วเข้าใจ (แม้จะไม่ทั้งหมด) ก็ทำให้มีกำลังใจเพิ่มขึ้นด้วย

หากเป็นผู้เรียนระดับกลางหรือเริ่มแอดวานซ์ การฟังเนื้อหาระดับพื้นฐานบ่อยๆ ทำให้เรามีความมั่นใจก็จริง แต่ก็ไม่ได้พัฒนาเพิ่ม ดังนั้น ควรฝึกฟังเนื้อหาที่ท้าทายระดับคำศัพท์ของเราขึ้นอีกสักเล็กน้อย แล้วค่อยๆ เพิ่มความยากขึ้นเมื่อชำนาญแล้ว นอกจากนี้ ควรฝึกฟังเนื้อหาให้หลากหลายแนว

เมื่อพื้นฐานเราแน่นระดับหนึ่ง ทีนี้ถึงจะเปิดทีวีทิ้งไว้โดยไม่ได้ตั้งใจฟัง หรือแค่ได้ยินเสียงผ่านๆ หูก็ตาม เราจะเริ่มรู้สึกว่า เอ๊ะ…“คำนั้นก็คุ้นๆ” “คำนี้ก็เพิ่งเจอ” “ประโยคนี้ก็เพิ่งเรียนมา” แบบนี้มันถึงจะสนุก และการ “ซึมซับ” จากทีวีถึงจะมีความหมาย และมีทิศทางชัดเจน

ไม่ใช่ว่าเปิดทีวีมาเจอช่องไหนก็ฟังไปได้เลยนะคะ ย้อนกลับไปข้อหนึ่งคือ ถ้าพื้นฐานเรามีน้อย หรือเคยมีเยอะ แต่คืนอาจารย์ไปหมดแล้ว ถ้าเปิดฟังช่องข่าวเศรษฐกิจ ข่าวการเมืองทันที อาจปรับตัวปรับใจไม่ทัน

เทคนิคการฟังอย่างฉลาด คือการเรียงลำดับสิ่งที่ฟังตามระดับทักษะของเราค่ะ หมายถึงเรียง “ลำดับความยากง่าย” ของเนื้อหาก่อน “ไม่ใช่” เรียงตาม “ความยาว” ของเนื้อหา อย่างที่บอกค่ะว่า ถ้าพื้นฐานยังไม่แน่น ต่อให้ฟังสรุปข่าวเที่ยงวัน หรือฟังข่าวแค่หนึ่งนาที ก็อาจเป็นเรื่องยากเกิน

สำหรับคนที่ห่างภาษาอังกฤษไปนาน และอยากจะกลับมารื้อฟื้นทักษะอีกรอบ อ. ผึ้ง แนะนำว่าควรเรียงลำดับความยากง่ายแบบเด็กๆ ก่อน นั่นคือจะเริ่มฟังเพลงสำหรับเด็กก็ได้ หรือฟังนิทานสั้นๆ สำหรับเด็กก็ดี

ข้อดีคือ เราจะได้ทบทวนและรื้อฟื้นคำศัพท์พื้นฐาน ได้ฝึกจากเนื้อหาในบริบทที่ยังไม่ซับซ้อน ประโยคที่ใช้ในนิทานมักจะไม่ยาวเกินไป นอกจากเข้าใจได้ง่าย เรายังได้ความสนุกด้วย

เรียงลำดับการฟังจากง่ายไปยาก

– อ. อารดา AlphaMax Learning

เมื่อฟังเพลงเด็กๆ จนเข้าใจแล้ว ต่อไปจะฟังเพลงภาษาอังกฤษสำหรับผู้ใหญ่ก็ได้ค่ะ เพราะเพลงสากลทั่วไปมักใช้คำศัพท์ง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน และมักมีท่อนฮุกที่เป็นประโยคซ้ำไปมา ช่วยให้การฟัง (และทบทวน) เป็นเรื่องง่ายขึ้น

จากนั้น จะขยับไปดูหนังดูซีรี่ส์ที่เราชอบ หรือดูสารคดีสั้นๆ ก็ดี เน้นไปที่หัวข้อหรือแนวที่เราสนใจ จะช่วยกระตุ้นแรงจูงใจเพิ่ม และไม่เบื่อ ไม่เลิกล้มง่ายๆ

ตราบใดที่เราเริ่มต้น “ปูพื้นฐานให้ตัวเอง” อย่างเพียงพอและถูกต้อง ไม่กระโดดไปเริ่มจากสิ่งที่ยากเกินกำลังตัวเอง เราก็สามารถพัฒนาการฟังให้คล่อง ฟังให้รู้เรื่องได้

การฟังให้เข้าใจ คือการเข้าใจ “ความหมาย” ของสิ่งที่ฟัง ถ้าฟังอะไรแค่ผ่านหู หรือฟังมาแค่ครึ่งเดียว เป็นไปได้ว่าเราไม่ได้เข้าใจภาพรวม หรือที่แย่กว่าคืออาจเข้าใจผิดประเด็นไปเลยก็ได้

การเก่งคำศัพท์ และแม่นแกรมม่า เป็นเรื่องสำคัญก็จริง แต่ อ. ผึ้ง อยากให้มองที่ภาพรวมด้วยค่ะ ถ้าฟังแล้วเจอคำศัพท์แปลกๆ หรือเจอสำเนียงที่ไม่คุ้น แล้วสมองเราไปสะดุด ถูกล็อคติดอยู่ตรงนั้น ประโยคต่อๆ ไปที่เหลืออาจหล่นหายไปหมด และจับใจความรวมไม่ได้

ยกตัวอย่างในสหราชอาณาจักร (UK) มีสำเนียงท้องถิ่นแตกต่างกันไปกว่า 40 สำเนียง เมืองใหญ่ๆ ที่คนไทยรู้จัก ไม่ว่าจะ ลิเวอร์พูล แมนเชสเตอร์ เบอร์มิงแฮม ลอนดอน นิวคาสเซิล ฯลฯ ล้วนมีสำเนียงเฉพาะของตัวเอง และบางสำเนียงก็มีเอกลักษณ์เสียจนแม้แต่ฝรั่งอังกฤษด้วยกันเองก็ยัง “อึ้ง” ทุกครั้งที่ได้ยิน

นอกจากสำเนียงท้องถิ่น ยังมี “คำสแลงท้องถิ่น” ของเขาอีก ยอมรับว่าสมัยย้ายมาอังกฤษปีแรกๆ อ. ผึ้ง ก็มึนๆ เบลอๆ เหมือนกันค่ะ แต่เคล็ดลับการฟังเพื่อสื่อสารมันอยู่ที่ 2 ข้อหลักนี้

  • การฟังอย่างตั้งใจ และ
  • การโฟกัสที่ภาพรวมก่อน

ต่อให้เราไม่เข้าใจทุกคำในประโยค แต่หลายครั้งถ้าเราเดาความหมายโดยรวมได้ ก็สามารถสื่อสารเบื้องต้นได้แล้ว (แม้ช่วงแรกจะไม่สมบูรณ์)

เพราะฉะนั้น เมื่อยังอยู่ในระดับเริ่มต้น อย่าให้รายละเอียดที่ไม่สำคัญมาทำให้เราสะดุดหรือหลุดโฟกัสจากภาพรวม ต่อเมื่อเป็นผู้เรียนระดับกลางและแอดวานซ์ขึ้นแล้ว การใส่ใจกับรายละเอียดและฝึกฝนจะช่วยให้เราชำนาญยิ่งขึ้น ไม่เพียงทักษะการฟัง แต่รวมถึงทักษะการพูดด้วยแน่นอน

สรุปคือ การหวังว่าจะเข้าใจภาษาอังกฤษโดยเปิดทีวีทิ้งไว้ อาจเป็นวิธีที่ได้ประโยชน์เพียงแค่ครึ่งเดียว ถ้าอยากฟังให้เข้าใจ เราต้องวางแผนการฟังอย่างเป็นระบบ เรียงลำดับการฝึกให้ถูกกับระดับของเรา และโฟกัสที่ภาพรวมก่อนไปลงในรายละเอียด

และที่สำคัญที่สุด เทคนิคแถมข้อสุดท้ายคือ เมื่อรู้วิธีต่างๆ ที่ถูกต้องแล้ว อ. ผึ้ง ขอให้ทุกคนฝึกฝนบ่อยๆ และฝึกอย่างตั้งใจด้วยนะคะ


สำหรับผู้สนใจพัฒนาทักษะการเรียนรู้และการทำงานอย่างมือโปร ติดตามความรู้และเคล็ดลับดีๆ เกี่ยวกับภาษาอังกฤษสำหรับธุรกิจ เทคนิคคำศัพท์ เทคนิคการเรียน การพัฒนาสมอง และความจำ ได้ที่ Website: alphamaxlearning.com และ Facebook: Arada – Alphamax Learning